ชาวนิคมโรคเรื้อน ร้องผู้ว่าฯขอไม่ออกระบบหวั่นจ่ายค่าเช่า-กระทบทายาท

32

2 (4)

 

วันที่ 23 ก.ย.59 ที่ศาลากลาง จ.เชียงราย ได้มีกลุ่มประชาชนจาก ม.1 และ ม.11 ต.ธารทอง อ.พาน จ.เชียงราย ประมาณ 100 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกชาวนิคมแม่ลาวและญาติได้ไปชุมนมยื่นหนังสือต่อบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เพื่อขอให้ช่วยเหลือกรณีสถานะภายในนิคมแม่ลาวซึ่งเป็นสถานที่อยู่อาศัยและช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนมาตั้งแต่ปี 2478 โดยกลุ่มผู้ไปชุมนุมดังกล่าวถือป้ายข้อความขอให้ช่วยเหลือพวกเขาไปต่างๆ นานา เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อนและลูกหลานร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมในสิทธิที่ทำกินและที่อยู่อาศัย โปรดพิจารณายกเว้นการเก็บค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่ทำกิน เป็นต้น ซึ่งต่อมานายกิ่งเพชร พันธ์ประยูร ผู้ช่วยป้องกัน จ.เชียงราย ได้เข้ารับเรื่องจากชาวบ้านพร้อมรับปากจะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปทำให้กลุ่มชาวบ้านสลายตัว
นางมาเรีย พรมเต็ม ประธานกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อนนิคมแม่ลาว กล่าวว่าพื้นที่ที่พวกตนอาศัยอยู่ดังกล่าวเรียกว่านิคมแม่ลาวโดยรัฐบาลในอดีตได้ตั้งขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อจากทั่วประเทศ ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ  6,456 ไร่ เดิมเคยมีกรมควบคุมโรคให้การดูแลควบคุมแต่ต่อมาถูกถ่ายโอนไปให้กับกรมธนารักษ์ และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เพราะหลังจากผ่านไปหลายปีก็เหลือสมาชิกภายในนิคมที่มีชีวิตอยู่จำนวน 110 คนที่เหลือเป็นรุ่นลูกหลานที่มีอยู่รวมกันประมาณ 500 คน แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามจะให้ทางสมาชิกที่เหลือได้ลาออกจากนิคมแม่ลาวเสียโดยจะยังคงได้รับสิทธิเช่นเดิมคือเงินช่วยเหลือผู้ป่วยเดือนละ 4,500 บาท และยังได้รับค่าอาหารและค่าผู้สูงอายุเหมือนประชาชนทั่วไปอีก หากผู้ใดไม่ลาออกก็จะได้รับเฉพาะสิทธิเดิมที่เคยได้รับเท่านั้น จึงทำให้เข้าใจผิดและลาออกจากนิคมแม่ลาวไปใช้ชีวิตตามปกติเพราะเจ้าหน้าที่ต้องการให้เปลี่ยนพื้นที่เป็นชุมชนอาศัยทั่วไป
นางมาเรีย กล่าวอีกว่าแต่เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่ของกรมธนารักษ์สถานะจึงต้องเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและจะส่งผลกระทบต่อคนรุ่นลูกหลานของพวกตนต่อไปอีกด้วย ดังนั้นพวกเราจึงมาร้องทุกข์ไม่อยากให้มีการยุบนิคมแม่ลาวและเห็นว่าควรแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่นมากกว่าให้ยุบ เช่น ให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปดูแล คงความเป็นนิคมแม่ลาวเอาไว้ต่อไป เป็นต้น ทั้งนี้ที่ผ่านมาเคยยื่นร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี ทหาร ศูนย์ดำรงค์ธรรม จ.เชียงราย ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนและกลับได้รับหนังสือแจ้งจากกรมธนารักษ์ให้ไปเสียค่าเช่าที่ดินที่อยู่อาศัยทำกินเสียอีก ทำให้พวกตนมีความกังวลและทุกข์ใจอย่างมากดังนั้นหลังจากยื่นร้องทุกข์ครั้งนี้แล้วจะได้กลับไปขอความคำตอบอีกครั้งต่อไป.

แสดงความคิดเห็น

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.