นักลงทุนไทย-เกาหลี แจ้งความ หลังหนุ่มอินเดียสัญชาติอเมริกันวางแผนนัดข่มขู่ให้โอนสัมปทาน โปรแจคหมื่นล้าน “นาคราชนคร”

44
วันที่ 20 ก.ค.58 ที่ สภ.เมืองเชียงราย นายคอด วี อายุ 42 ปี ชาวเกาหลีใต้ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอเอซี กรุ๊ป ซิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนของผู้ประกอบการไทยและเกาหลี ในสัดส่วน 80 ต่อ 20 ของโครงการ “นาคราชนคร’ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ มูงค่ากว่า หมื่นล้านบาท อยู่ริมแม่น้ำโขง บริเวณเชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 บนพื้นที่ 1,200 ไร่ ที่บ้านดอนไข่นก เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้ามกับพื้นที่ 25 ไร่ บนฝั่งไทย ที่บ้านดอนมหาวัณ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงรายพร้อมกับ และ ดร.เหมโชค สิงห์สมบุญ รองประธานบริษัท เพื่อมาติดตามความคืบหน้าของ คดีข่มขู่อุ้มฮุบกิจการ “นาคราชนคร” ที่มีนายไนดู ซูเรส สัญชาติอเมริกัน เชื้อชาติอินเดีย อายุ 34 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงราย ที่ 169/2558 ฐานความผิด “พยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน” คดีอาญาที่ 837/2558 ปจว.ข้อ 4 ก ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 โดยมี พ.ต.ต.ทินกร  คำประวิตร พนักงงานสอบสวนผู้ชำนาญการ สภ.เมืองเชียงราย เป็นเจ้าของคดี
ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ค.58 เวลา 14.00 น. ที่โรงแรมดุสิตไอซ์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย ตนเองถูกนายไนดู ซัวเรส ซึ่งเป็นผู้เช่าช่วงพื้นที่ในโครงการ”นาคราชนคร” ต่อจากผู้อื่นแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง บริษัท เอเอซี กรุ๊ป ซิตี้ จำกัด เจ้าของโครงการตัวจริง โดยในวันนั้นได้ไปพูดคุยกับนายไนดูและนายฮีดง  ปาร์ค  โดย นายไนดู พยายามพูดจาหว่านล้อม ข่มขู่ให้ตนเองยกกิจการ “นาคราชนคร” ให้ทั้งหมด พร้อมกับจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับโรงแรม บ่อนคาซิโน ร้านอาหาร ศูนย์กีฬา สนามกอล์ฟ ร้านปลอดภาษีและศูนย์ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์พร้อมกับที่ดินโครงการ 1,000 ไร่ เอาไว้ โดยขอให้อบธุรกิจทั้งหมดให้นายไนดู เพราะเขามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสากล ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในนครเวียงจันทร์ สปป.ลาว หนุนหลัง หากไม่ยินยอมจะให้แก็งมาเฟียใน สปป.ลาว ส่งคนพร้อมอาวุธมา และให้รัฐบาล สปป.ลาว ยกเลิกใบอนุญาตการลงทุนในลาวของตนเองทั้งหมด ซึ่งตนเองได้ตอบปฎิเสธไปหลายครั้ง แต่นายไนดูกลับยิ่งพูดเสียงดังพร้อมกับข่มขู่ว่า หากมีคนถือปืนชี้มาที่คุณ คุณจะไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ โดยเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงขอเดินทางกลับ และเข้าพบเจ้าหน้าตำรวจเพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายไนดูจนมีการออกหมายจับ
นายคอด วี กล่าวว่า นอกจากการแจ้งความเอาผิดนายไนดู ในประเทศไทยแล้ว ที่ สปป.ลาวก็ได้ไปแจ้งความไว้ด้วยแต่ใน สปป.ลาว ยังไม่มีความคืบหน้า และไม่มีการออกหมายจับเช่นเดียวกับประเทศไทย
หลังจากนี้ไปตนเองจะร้องไปยังสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย และ สปป.ลาว เพื่อขอการคุ้มครองพร้อมชี้แจงไปยังหุ้นส่วนทั้งหมดทั่วโลกเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกในเหตุการณ์ดังกล่าว และเชื่อว่าเจตนาของกลุ่มนายไนดูเป็นเพราะต้องการลดความน่าเชื่อถือในการบริหารงานของบริษัท เอเอซี กรุ๊ป ซิตี้ จำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้หุ้นส่วนทั้งหมดถอนตัว ทำให้ บริษัทขาดทุน เพื่อทำให้ รัฐบาล สปป.ลาวยกเลิกสัญญา และนายไนดูและกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังจะเข้ามาดำเนินกิจการแทนโดยไม่ต้องลงทุนใดๆ สำหรับการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พ.ต.ต.ทินกร คำประวิทตร เจ้าของคดี ขณะนี้ศาลได้ออกหมายจับนายไนดูแล้ว เมื่อนายไนดูไปปรากฎตัวที่ไหนในประเทศไทยเจ้หน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวได้ทันที
อย่างไรก็ตาม นายไนดู ได้หายตัวไปหลังจากวันนั้น และไม่ได้ติดต่อกลับมาทราบเพียงว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนนายไนดู ได้เดินทางมาพบ พ.ต.ต.ทินกร ตำประวิตร พร้อมทนายความเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมกับ ข้าราชการใน สปป.ลาว ได้เดินทางมาพบ จนถึงเที่ยงวัน นายไนดูและทั้งหมดได้ขออนุญาตออกไปหาอาหารทาน และจะกลับมาให้ปากคำต่อในช่วงบ่าย แต่ทั้งหมดก็ไม่กลับมาพบพนักงานสอบสวนอีก คาดว่านายไนดู น่าจะเดินทางหลบหนีออกจากประเทศไทยไปหลบซ่อนใน สปป.ลาวแล้ว ซึ่งทาง นายคอด วี เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าตำรวจที่ สภ.เมืองเชียงราย เพื่อขอการคุ้มครองและติดตามผลคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.เมืองเชียงราย

แสดงความคิดเห็น

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.