ท่ามกลางสายหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือแนวเขาแห่งดอยแม่สลอง ในพื้นที่ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ยังมีชุมชนเล็ก ๆ ที่ซ่อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตชาติพันธุ์ไว้อย่างงดงาม “บ้านป่าคาสุขใจ” และ “บ้านจาบูสี” คือสองหมู่บ้านกลางผืนป่าที่เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนให้ได้สัมผัสทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ยังมีลมหายใจ ตั้งแต่เสียงตีมีดด้วยมือของช่างฝีมือคนสุดท้าย การทอผ้าของกลุ่มสตรีอาข่า ไปจนถึงแสงเทียนขี้ผึ้งและกลิ่นชาอุ่น ๆ ในหมู่บ้านลาหู่ ทุกกิจกรรมล้วนสะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับผืนป่าที่หล่อเลี้ยงชีวิตมาหลายชั่วอายุคน
การเดินทางมายังชุมชนแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวพักผ่อน แต่คือการเปิดโอกาสให้หัวใจได้ช้าลง และเรียนรู้คุณค่าของความเรียบง่ายผ่านรอยยิ้มของชาวบ้าน เสียงไก่ขันยามรุ่งสาง อาหารพื้นบ้านจากวัตถุดิบในป่า และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาปลายทางแห่งใหม่ในจังหวัดเชียงราย ดินแดนกลางขุนเขาแห่งนี้พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ทั้งอบอุ่น ลึกซึ้ง และน่าจดจำในทุกย่างก้าว
นายจะหวะ อากุโล ผู้นำหมู่บ้านป่าคาสุขใจ หมู่ที่ 5 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า บ้านป่าคาสุขใจ ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าแบบดั้งเดิม ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ราว 165 คน ซึ่งยังคงร่วมกันสืบสานวิถีชีวิตและเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น ชุมชนแห่งนี้สามารถรองรับผู้มาเยือนได้ครั้งละประมาณ 15 ถึง 20 คน สำหรับกลุ่มที่สนใจเข้ามาเดินป่า ศึกษาธรรมชาติ และสัมผัสวิถีชีวิตชาวเขาอย่างใกล้ชิด ไฮไลต์ในโปรแกรมท่องเที่ยว 1 วัน ชุมชนมีกิจกรรมพื้นที่ให้เลือกเรียนรู้ถึง 5-6 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นลูกข่าง การทำไข่แดงที่ใช้ในประเพณี ปีใหม่ไข่แดง การบวชป่า การทำตาแหลวป้องกันสิ่งชั่วร้าย ตลอดจนการพาไปชมประตูผีตามความเชื่อดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีสองภูมิปัญญาเด่นที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน นั่นคือ คือ “ภูมิปัญญาการตีมีดด้วยมือ” ซึ่งในปัจจุบันเหลือช่างฝีมือในชุมชนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงอนุรักษ์การใช้ค้อนตีมือและใช้ถ่านไม้ที่เผาเองจากในป่า แตกต่างจากที่อื่นที่เปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกันหมดแล้ว และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ”การทอผ้าปั่นไหม” ของกลุ่มสตรีอาข่าอายุตั้งแต่ 40 ถึง 60 ปีขึ้นไปที่ยังคงถักทอเสื้อผ้าและย่ามไว้ใช้ในครัวเรือน
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านป่าคาสุขใจ คือความผูกพันระหว่างคนกับป่า ชุมชนได้ร่วมกันทำพิธี “บวชป่า” เพื่อเป็นกุศโลบายในการดูแลรักษาพื้นที่ต้นน้ำและสร้างจิตสำนึกไม่ให้มีการตัดไม้ทำลายป่า
โดยตัวแทนชาวบ้านได้สะท้อนมุมมองทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ชาวบ้านที่นี่เติบโตและอยู่คู่กับป่ามาโดยตลอด หากไม่มีป่าผืนนี้ การจะออกไปหากิน หาพืชผัก สมุนไพร หรือเก็บของป่าตามฤดูกาลมาสร้างรายได้และขับเคลื่อนกิจกรรมท่องเที่ยวก็คงเป็นไปได้ยาก ป่าผืนนี้จึงเปรียบเสมือนชีวิตที่ทุกคนในชุมชนต้องร่วมกันดูแลรักษาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป
นางอมรรัตน์ รัตนาชัย ตัวแทนหมู่บ้านจะบูสี กล่าวว่า บ้านจาบูสี เป็น ชุมชนเล็กๆ ซึ่งเป็นหย่อมบ้านของบ้านป่าคาสุขใจ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นชุมชนของชาวชาติพันธุ์ลาหู่ หรือลาหู่แดง ที่มีขนาดอบอุ่นด้วยบ้านเรือนประมาณ 30 หลังคาเรือน และประชากรเพียง 157 คน แม้จะเป็นชุมชนขนาดเล็ก แต่ที่นี่กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มิตรไมตรี และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างเหนียวแน่น สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ ชุมชนบ้านจาบูสีพร้อมเปิดบ้านต้อนรับผ่านรูปแบบ โฮมสเตย์สัมผัสวัฒนธรรม จำนวน 7 หลังคาเรือน ซึ่งมีความสามารถในการรองรับผู้มาเยือนได้อย่างเหมาะสมและเป็นกันเองประมาณ 10 คน และรับได้สูงสุดไม่เกิน 20 คนต่อวัน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เข้าพักทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและอบอุ่นที่สุด
การได้มาเยือนบ้านจาบูสีไม่ได้เป็นเพียงแค่การพักผ่อน แต่คือการเปิดประตูสู่การเรียนรู้วิถีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยผืนป่าอย่างลึกซึ้ง ภายใต้แนวคิด “คนอยู่กับป่า” ที่ร่วมกันดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติ สำหรับชาวลาหู่แล้ว ผืนป่าแห่งนี้เปรียบเสมือน “ซูเปอร์มาร์เก็ต” ชุมชน ที่พวกเขาจะออกไปเก็บหาอาหารสดใหม่ตามฤดูกาลมาหล่อเลี้ยงชีวิต นอกจากกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติแล้ว ชุมชนยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปงานหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การทำพวงกุญแจมงคล จากลายผ้าทออันประณีตของชนเผ่าลาหู่ เพื่อเป็นของที่ระลึกทำมือกลับบ้าน วัฒนธรรมการดื่มชาและกาแฟ โดยดอยแม่สลองขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกชาที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย และเป็นแหล่งบ่มเพาะเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมที่มีรสชาติอร่อยและกลมกล่อม แสงเทียนแห่งสติและความเชื่ออันบริสุทธิ์
ซึ่งกิจกรรมต่างๆนี้ได้สะท้อนมุมมองที่น่าประทับใจของการได้เข้ามาพักและร่วมกิจกรรมในชุมชน โดยเฉพาะความเงียบสงบที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมเด่นที่สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้มาเยือนคือ “การทำเทียนจากขี้ผึ้ง” ซึ่งชาวบ้านจะเข้าไปตีผึ้งในป่าด้วยตัวเอง และนำรังผึ้งมาเคี่ยวทำเป็นไขผึ้งเพื่อหล่อเป็นเทียนในแง่ของความเชื่อและการปฏิบัติตามวิถีวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในทุก ๆ วันศีล ชาวลาหู่เชื่อว่า “ผึ้ง” คือสิ่งมีชีวิตที่สะอาดและบริสุทธิ์ เนื่องจากพวกมันกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ในที่สูงและไม่ถูกรบกวน การทำเทียนและจุดเทียนขี้ผึ้งจึงเปรียบเสมือนการนำความบริสุทธิ์มาบูชา เพื่อเพิ่มแสงสว่างและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชีวิต ทั้งยังแฝงความหมายในการสร้างสันติภาพให้แก่โลกใบนี้ผ่านแสงเทียนที่สว่างไสวร่วมกัน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักความสงบ อยากใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ และเรียนรู้วิถีชีวิตชาติพันธุ์ที่งดงาม บ้านจาบูสีพร้อมต้อนรับคุณด้วยโปรแกรมท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ทริป 1 วัน, โปรแกรม 2 วัน 1 คืน ไปจนถึง 3 วัน 2 คืน เพื่อให้คุณเลือกซึมซับบรรยากาศได้อย่างเต็มที่
คุณบี ภูมิรัตน์ นักท่องเที่ยวที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กล่าวว่า การเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนชาวอาข่าและชาวลาหู่ตลอด 2 วัน 1 คืนที่ผ่านมา สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างมิอาจลืมเลือน โดยเฉพาะความตั้งใจของคนในชุมชนที่มุ่งมั่นนำเสนอวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของตนเอง การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่ชุมชนอาข่า “บ้านป่าคาสุขใจ” สัมผัสแรกที่ได้ย่างกรายเข้าไปในป่าอนุรักษ์ของชุมชนให้ความรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ จนอดยินดีและรู้สึกโชคดีไม่ได้ที่มีโอกาสมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ ชาวบ้านได้ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและการแสดงทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งชวนให้ร่วมตีฉาบและตีกรองร่วมกับคนในชุมชนอย่างเป็นกันเอง
เรื่องราวที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นเกิดขึ้นในช่วงบ่าย เมื่อได้มีโอกาสไปพบกับ “ช่างตีมีดคนสุดท้ายของชุมชนอาข่า” ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจเพราะเขายังคงอนุรักษ์การตีมีดด้วยวิถีเดิม ตั้งแต่การใช้เตาไฟ เครื่องเป่าลมโบราณ และท่วงท่าการตีกระทบเหล็กในแบบดั้งเดิม ภาพเหล่านี้เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตและยังปรากฏให้เห็นอยู่จริง แม้จะแฝงไปด้วยความกังวลว่าในอนาคตอันใกล้สิ่งเหล่านี้อาจจะเลือนหายไปก็ตาม นอกจากภูมิปัญญาการตีมีดแล้ว ภาพของกลุ่มแม่ ๆ ที่ร่วมกันแสดงวิถีการดีดฝ้าย และการถักทอสร้อยประดับหมวกจากขนไก่ย้อมสีแดง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งแปลกใหม่ที่เพิ่งได้รับรู้ว่าทำมาจากขนไก่จริง ๆ ด้วยกระบวนการถักเชือกสองเส้นอย่างประณีต สะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่าที่ควรค่าแก่การสืบทอดและรักษาไว้
ส่วนที่หมู่บ้านของชาวลาหู่ “บ้านจาบูสี” เป็นโฮมสเตย์ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ที่พักของชุมชนมีความสะดวกสบายและปลอดภัย มีห้องน้ำและที่นอนสะอาดท่ามกลางบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติ และตื่นลืมตาขึ้นมาในตอนตี 5 พร้อมกับเสียงไก่ขันอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ทำให้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่แท้จริงของชาวบ้านจะบูสี
ไฮไลต์สำคัญของการมาเยือนบ้านจาบูสีคือการได้ร่วมทำกิจกรรม “เทียนจากขี้ผึ้ง” นำรังผึ้งมาบีบเคี่ยวเพื่อทำไขผึ้งและหล่อเป็นเทียน ที่แฝงไปด้วยเรื่องราวความเชื่อของชาวบ้านที่เล่าว่า ผึ้งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำรังอยู่บนที่สูงและไม่ถูกรบกวน จึงเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์และสะอาด อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกปักรักษา เพราะแม้ผึ้งจะมีตัวขนาดเล็กมาก แต่ก็ร่วมแรงร่วมใจปกป้องรังของตนเองอย่างดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ผึ้งยังเปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในผืนป่า การนำขี้ผึ้งมาทำพิธีกรรมใด ๆ จึงเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้พิธีกรรมนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การได้ลงมือทำเทียนผึ้งด้วยตัวเองในครั้งนี้จึงสร้างความอิ่มเอมใจให้แก่ผู้ร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก
ค่ำคืนและวันเวลาที่บ้านจาบูสียังอบอวลไปด้วยความสุขจากการได้ร่วมจี่ข้าวปุก เผาข้าวโพด และนั่งล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันบริเวณระเบียงบ้าน โดยมีเจ้าบ้านคอยต้อนรับอย่างใส่ใจด้วยเครื่องดื่มท้องถิ่นหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นชาร้อน ๆ น้ำบ๊วยหมัก ไซรัปบ๊วย และเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกมากมาย ในภาพรวมแล้ว ชุมชนทั้งสองแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน เรียนรู้ และทำความรู้จักกับคุณค่าของเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติอย่างแท้จริง เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจในเสน่ห์อันเรียบง่ายของชุมชน และต้องขอบคุณความเปิดกว้างของชาวบ้านที่อนุญาตให้คนนอกได้เข้ามาร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตอันงดงามนี้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า โครงการท่องเที่ยวชุมชนในครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นและที่มาจากการได้รับโจทย์วิจัยจาก บพท. (หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) โดยมุ่งเน้นไปที่การศึกษาใน 2 มิติหลัก คือ “ชายแดนศึกษา” (Border Studies) และ “ชายแดนพัฒนา” (Border Development)
ในส่วนของ ชายแดนศึกษา นั้น เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจวิถีชีวิตของคนชายแดนในทุกมิติรวม 7 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ และการศึกษา ขณะที่ ชายแดนพัฒนา จะมุ่งเน้นการหาคำตอบว่า จะขับเคลื่อนพื้นที่ชายแดนอย่างไรเพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่ม “คนเล็กคนน้อย” บนพื้นที่สูง ซึ่งที่ผ่านมา การพัฒนาพื้นที่ชายแดนในจังหวัดเชียงรายมักจะโฟกัสไปที่โครงการขนาดใหญ่ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำสาย หรือท่าเรือเชียงของและเชียงแสน แต่กลับละเลยการมองบริบทชายแดนที่เป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมบนภูเขา โครงการนี้จึงเลือกใช้ “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาและพัฒนาพื้นที่นำร่อง ณ ตำบลแม่สลองนอก โดยเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ใช่เริ่มจากสิ่งที่ขาด หรือสิ่งที่คนนอกอยากให้มี
ปรัชญา “ก้อนหิน 3 เส้า” และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจุลภาค
กรอบความคิดในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในโครงการนี้ ได้ประยุกต์ใช้ปรัชญาของชนเผ่าที่เปรียบเสมือน “ก้อนหิน 3 เส้า” ซึ่งหากขาดเส้าใดเส้าหนึ่งไป ก็จะไม่สามารถตั้งหม้อเพื่อก่อไฟหรือดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยหินทั้ง 3 ก้อน ประกอบด้วย:
- ก้อนที่ 1: สิ่งแวดล้อม – ทรัพยากรธรรมชาติที่ไร้พรมแดนกั้น
- ก้อนที่ 2: เศรษฐกิจ – ปากท้องและการพึ่งพาอาศัยกันของคนทั้งสองฝั่งประเทศ
- ก้อนที่ 3: วัฒนธรรม – สายสัมพันธ์อันเก่ายแก่ที่มีมาก่อนการแบ่งเส้นพรมแดน
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงหินทั้ง 3 เส้านี้เข้าด้วยกัน แม้ว่ามูลค่าที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงเศรษฐกิจระดับจุลภาค (Microeconomics) แต่ก็มีความสำคัญไม่แพ้เศรษฐกิจระดับมหภาค เพราะมันสามารถตอบโจทย์ความยั่งยืน ช่วยให้ชุมชนทั้งฝั่งไทยและฝั่งเพื่อนบ้านร่วมกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่มีวัฒนธรรมใดถูกกลืนหาย แต่ทุกวัฒนธรรมจะถูกนับรวมเป็น “สังคมชายแดนร่วมกัน”
เป้าหมายสูงสุดที่ชุมชนจะได้รับจากกิจกรรมในครั้งนี้ คือการนำฐานทุนทาง “นิเวศวัฒนธรรม” (Eco-culture) ซึ่งครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม มาเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ทั้งต่อคนในและคนนอกชุมชน สิ่งนี้จะทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ลำโพง” ที่ช่วยส่งเสียงบอกสังคมว่า พวกเขายังคงมีตัวตนอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันสลับซับซ้อนแห่งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนยังคาดหวังที่จะเปลี่ยนทุนทางนิเวศวัฒนธรรมให้กลายเป็น “นิเวศวัฒนธรรมที่กินได้และขายได้” ซึ่งเป็นการขายสิ่งที่ชุมชนมีโดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้จะช่วยบำรุงรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน ช่วยยกระดับคุณค่าและมูลค่าของวิถีชนเผ่า ทำให้คนชายแดนได้รับ “การมองเห็น” และ “ได้ยินเสียง” ส่งผลให้พวกเขาสามารถพูดภาษาเดียวกับคนอื่น ๆ ในสังคม มีศักยภาพ และพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมชายแดนได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน














Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.